บทความ

คำวินิจฉัยที่ 6-7/2561: สิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยในคดีอาญา

29/10/2020
553

Highlight


  • การที่กฎหมายบัญญัติห้ามมิให้นำบทบัญญัติที่เป็นคุณแก่จำเลยมาใช้บังคับแก่คดีที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ ขัดต่อหลักนิติธรรม และเป็นการปฏิบัติต่อจำเลยเสมือนว่าเป็นบุคคลที่ได้กระทำความผิดทั้งที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด

          ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาสำคัญในประเทศไทย เพราะยาเสพติดเป็นภัยร้ายแรงต่อสุขภาพและชีวิตของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดขั้นเด็ดขาด ซึ่งประเทศไทยมีกฎหมายที่สำคัญ ได้แก่ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งตราขึ้นโดยมีเจตนารมณ์เพื่อให้การปราบปรามและควบคุมยาเสพติดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามอนุสัญญาระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคีสมาชิกอยู่

          พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวบัญญัติให้บุคคลซึ่งกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ประเภท 2 ประเภท 4 และประเภท 5 ถ้ามียาเสพติดให้โทษเกินปริมาณที่กำหนดไว้ ให้ถือเป็นเด็ดขาดว่าผู้นั้นกระทำเพื่อจำหน่าย โดยไม่เปิดโอกาสให้พิจารณาจากพฤติการณ์หรือคำนึงถึงเจตนาที่แท้จริงของผู้กระทำความผิด และไม่ให้สิทธิผู้ต้องหาหรือจำเลยในการพิสูจน์ความจริงในคดี

          ต่อมา ได้มีการตราพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2560 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 15 วรรคสาม มาตรา 17 วรรคสอง และมาตรา 26 วรรคสอง ให้มีลักษณะเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน เพื่อให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีโอกาสนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความจริงต่อศาลว่า การกระทำของตนมิใช่การกระทำเพื่อจำหน่าย ซึ่งหากสามารถพิสูจน์เจตนาของตนได้ ก็จะทำให้รับโทษน้อยลง เป็นบทบัญญัติที่เป็นคุณแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยยิ่งขึ้น

          อย่างไรก็ดี พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2560 มาตรา 8 วรรคหนึ่งซึ่งอยู่ในบทเฉพาะกาลระบุว่า “บทบัญญัติมาตรา 15 วรรคสาม มาตรา 17 วรรคสอง และมาตรา 26 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ไม่ให้ใช้บังคับแก่คดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และให้นำกฎหมายซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ บังคับแก่คดีดังกล่าวต่อไปจนกว่าคดีถึงที่สุด” นั่นหมายความว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุด โดยอาจอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา จำเลยก็ไม่สามารถนำสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์เจตนาของตนเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษว่าตนเองไม่ได้มีเจตนาเพื่อจำหน่าย ทั้งที่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาอาจให้มีการสืบพยานเพิ่มเติมได้

          ศาลจังหวัดนครสวรรค์และศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ได้ส่งคำร้องโต้แย้งของจำเลยให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มาตรา 8 ของพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2560 ขัดหรือแย้งต่อมาตรา 26 และมาตรา 29 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หรือไม่

          ศาลรัฐธรรมนูญวางหลักในเบื้องต้นว่า มาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญ ได้บัญญัติคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลไว้ว่า การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคล ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าวจะต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ จะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มิได้ รวมทั้งต้องระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิเสรีภาพ กฎหมายดังกล่าวนี้ต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะ

          ส่วนรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 เป็นการบัญญัติให้บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้ ทั้งคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาโดยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้

          ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า การห้ามการพิสูจน์เจตนาพิเศษของผู้ต้องหาหรือจำเลยทั้งที่คดียังไม่ถึงที่สุด ถือเป็นการขัดต่อสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยตามมาตรา 29 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้

          การที่มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ของพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2560 บัญญัติห้ามมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยมาใช้บังคับแก่คดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ทั้งที่หลักการพื้นฐานของการบริหารงานยุติธรรมทางอาญาที่ดีและเป็นธรรมของไทย จะต้องนำกฎหมายที่เป็นคุณมาใช้บังคับแก่จำเลยในคดีอาญาตราบเท่าที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด บทบัญญัติดังกล่าวจึงขัดต่อหลักนิติธรรม และเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ ตามมาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญ ทั้งยังเป็นการปฏิบัติต่อจำเลยเสมือนว่าเป็นบุคคลที่ได้กระทำความผิดโดยที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาอันถึงที่สุด ซึ่งขัดต่อมาตรา 29 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญอีกด้วย

          ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่า มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ของพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2560 เฉพาะในส่วนที่ห้ามมิให้นำมาตรา 15 วรรคสาม มาตรา 17 วรรคสอง และมาตรา 26 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2560 มาใช้บังคับแก่คดีที่ยังไม่ถึงที่สุด ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และมาตรา 29 วรรคสอง ใช้บังคับมิได้

          คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเรื่องนี้จึงมีส่วนสำคัญในการยกระดับสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยในคดีอาญา และทำให้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง
 
Back to top